[OS] WHERE (C.A.P x L.JOE)
posted on 25 Jan 2012 00:41 by ihikariTitle :: WHERE
Status :: One Shot Fiction
Author :: HikarI
Fandom :: Teen Top
Pairing :: C.A.P x L.Joe
Rate :: PG-13
Theme Song :: นท The Star - อยากจะรู้ (Feat.จูเนียร์ The Star)
Author's Note :: อยากจะรู้ อยากจะรู้ อยากจะรู้....
“ยังจะรออีกเหรอ”
น้ำเสียงคุ้นเคยที่ได้ยินอยู่ข้างตัว เรียกความสนใจให้อีบยองฮอนยอมละสายตาจากท้องฟ้าตรงหน้ากลับมามองคนตัวสูงที่ ยืนอยู่ข้างกัน ท่าทางขมวดคิ้วของอีกฝ่ายทำให้คนมองหลุดหัวเราะออกมา
“ถามแบบนั้น อยากได้คำตอบแบบไหนล่ะครับ” หันหน้ากลับมองตรงไปข้างหน้า ขาสองข้างค่อยๆ ก้าวเดินพาตัวเองออกห่างจากคนตั้งคำถาม ถึงอย่างนั้นเสียงฝีเท้าสม่ำเสมอที่ได้ยินก็บอกให้รู้ว่าเขาไม่ได้เดินอยู่ คนเดียว
“อยากได้คำตอบที่รู้ว่าให้ไม่ได้” ประโยคคำตอบถูกบอกเล่าผ่านน้ำเสียงเรียบเรื่อยที่หากคนอื่นมาฟังคงรู้สึกว่า คนพูดไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น ทว่าคนฟังกลับสัมผัสได้ถึงความสั่นไหวในน้ำเสียงนั้นได้อย่างชัดเจน
ร่างโปร่งบางหยุดฝีเท้า หมุนตัวกลับมามองคนตัวสูงข้างหลังที่หยุดตามเขา ปล่อยระยะห่างระหว่างคนทั้งสองให้กว้างกว่าสองช่วงแขน มากพอที่ระดับสายตาของทั้งคู่จะมองสบตากันได้
“พี่มินซู.... ผมไม่อยากให้พี่ทำแบบนี้” นัยน์ตาเรียวรีฉายแววแน่วแน่ เหมือนอย่างทุกครั้งที่เขาเคยพูดเรื่องนี้มาก่อน
“ก็ไม่ได้ลำบากอะไรนี่” และเคยได้รับคำตอบกลับแบบนี้มาก่อนเช่นกัน
ร่างสูงสาวเท้าเข้าใกล้ ช่วงแขนกว้างยื่นออกไปแตะสัมผัสแผ่วเบาจากฝ่ามือแนบเข้ากับแก้มขาวให้เปลือก ตาบางค่อยๆ ปิดลง เอนกายเข้าหาวงแขนกว้างที่โอบรัดเขาเอาไว้ทั้งตัว ปล่อยให้ความอุ่นจากเรือนกายใครอีกคนผ่านเข้ามา
ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
ว่าความอบอุ่นที่เคยคิดว่าให้ได้แค่เพียงร่างกาย
กำลังค่อยๆ แทรกซึมผ่านเข้ามาในหัวใจ
“อยากทำให้ ก็จะทำจนกว่าจะไม่อยากได้แล้วกัน” บังมินซูพูดเสียงกลั้วหัวเราะ มือข้างหนึ่งลูบเรือนผมสีอ่อนแผ่วเบา ส่งความอ่อนโยนผ่านการกระทำให้คนในอ้อมกอดได้รับรู้ความรู้สึกในใจเหมือน อย่างที่เคยทำมาตลอด
“จะอดทนทำไปทำไม ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเลิกคิดถึงเธอได้เมื่อไร” นั่นเป็นเหตุผล ที่ทำให้บยองฮอนไม่กล้าแม้แต่จะยกสองแขนตัวเองตอบรับอ้อมกอดของอีกฝ่าย ไม่ว่าจะกี่ครั้งที่ตัวเขาตกอยู่ในอ้อมกอดนี้ก็ตาม
“ก็ไม่ต้องเลิกสิ ไม่มีใครว่าอะไรซักหน่อย” วางคางลงกลางศีรษะเล็ก แกล้งกดลงไปให้คนโดนแกล้งร้องเสียงโอด แต่ยังไม่ยอมหลบทั้งที่โดนแกล้งอยู่
“ชอบพูดเหมือนเป็นเรื่องล้อเล่น ไม่เห็นตลก” พูดเสียงอู้อี้ แกล้งเอาหัวโหม่งเข้ากับอกกว้างให้คนกอดร้องโอยออกมาบ้างอีบยองฮอนถึงเบี่ยง ตัวออกจากอ้อมแขนคนตัวสูงกว่า ยื่นหน้าออกมายิ้มใส่ได้ทั้งที่ตาเรียวยังแดงนิดๆ
“ไม่ได้บอกว่าตลก ทำอะไรแล้วมีความสุขก็ทำไปน่า” มือใหญ่ขยี้กลุ่มผมนิ่มเสียจนยุ่ง พอโดนกำปั้นเล็กสวนมาก็ถอยหลังหลบเสียให้วุ่น
ยิ่งคนตัวเล็กไม่ยอมอยู่นิ่ง วิ่งเข้าหาอย่างกับจะแก้แค้นเขาให้ได้ เด็กหนุ่มก็ระเบิดเสียงหัวเราะใส่ ฉวยเอาความได้เปรียบของช่วงขากระโดดถอยหนีไปเรื่อย จนบยองฮอนก้าวพลาด สะดุดขาตัวเองล้มหน้าทิ่มลงไปนั่นแหละ บังมินซูถึงได้เบิ่งตากว้างสาวเท้าเข้าไปทรุดตัวนั่ง โอบคว้าเอาคนตัวเล็กกว่าเข้ามาใกล้ตัว
“เล่นอะไรเนี่ย หน้าทิ่มหมด เดี๋ยวก็ได้แผลหรอก” ขมวดคิ้วใส่ว่าเสียงดุ แทนที่คนฟังจะกลัว ริมฝีปากบางกลับยกยิ้มให้เขายิ่งขมวดคิ้วหนักเข้าไปใหญ่ ไม่ทันได้รู้ตัวว่ากริยาอ่อนโยนที่แสดงออกมันขัดกับน้ำเสียงขนาดไหน
“ก็ถ้าไม่ล้ม จะยอมเข้ามาใกล้มั้ยเล่า” เด็กหนุ่มระบายยิ้มเต็มหน้าจนคนมองต้องถอนหายใจ ยอมคลายคิ้วที่ขมวดอยู่ลง ยกมือบีบปลายจมูกเล็กจนได้ยินเสียงร้องโอดโอยอีกรอบ
“หมั่นเขี้ยว พูดแบบนี้เดี๋ยวก็จูบตรงนี้เลย” เจตนาจะล้อเล่นน่ะใช่ แต่ไอ้ที่กดน้ำเสียงจริงจังจนคนฟังชะงักค้าง กะพริบตาปริบๆ มองเขาทั้งที่หน้าขาวค่อยๆ ขึ้นสีระเรื่อนั่นมันก็น่ามองไม่หยอก
“..... ล้อเล่นใช่มั้ยนั่น” ไม่มีคำตอบรับจากคนพูด ใบหน้าเล็กถึงได้มองซ้ายทีขวาทีเหมือนหาตัวช่วย ไม่รู้โชคช่วยหรือไม่ช่วย เขาถึงได้ไม่เห็นใครอยู่แถวนี้เลยสักคน เขาเลยยอมหันกลับมาสบตากับนัยน์ตาเรียวคม
“เอ่อ....” เล่นเกมจ้องตาพิสูจน์ความจริงใส่กันจนมินซูเกือบจะหลุดหัวเราะออกมา ยกมือลูบหัวคนตรงหน้าแล้วจับโยกไปมา ตั้งใจจะสารภาพความจริงให้ได้รู้ ประโยคต่อมาที่ได้ยินก็ทำเอาคนเป็นพี่เป็นฝ่ายนิ่งค้างไปเสียเอง
“....จะ...จะ...จูบตรงไหนอะ”
ให้ตายเถอะ ใครสั่งใครสอนให้มาทำแก้มแดงหลบตาแล้วพูดประโยคแบบนั้นออกมา
“ถ้าบอก จะยอมให้จูบเหรอไง” ไม่ทันได้ใช้สติหรือความคิดใดๆ กลั่นกรอง ความคิดแรกในหัวสมองก็ผลักดันให้ปากพูดออกไปแล้วเสียอย่างนั้น ผลที่ได้เลยกลายอาการชะงักค้างปรากฏให้เห็นตรงหน้า
เป็นเวลานานที่ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่อยู่ระหว่างกัน ด้วยคนถูกถามนิ่งไปคล้ายกับกำลังใช้ความคิดเหมือนไม่แน่ใจ จนที่สุดแล้วมินซูก็เป็นฝ่ายยอมแพ้ให้ความอึดอัดที่กำลังเริ่มทำหน้าที่ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพร้อมกับที่ดึงเอาคนตัวเล็กกว่าให้ยืนขึ้น
“ไม่ต้องตอบตอนนี้หรอก ไม่ได้รีบ” สองขายาวเริ่มก้าวเดินพร้อมกับฉุดข้อมือบยองฮอนให้เดินตามโดยที่ไม่ได้หัน กลับไปมองด้วยซ้ำ “มา... กลับบ้านดีกว่า เดี๋ยวไปส่ง”
เด็กหนุ่มร่าง เล็กก้าวขาเดินตามช้าๆ ทั้งที่ยังคิดอะไรอยู่ไม่หยุด เหลือบตามองแผ่นหลังกว้างคนที่เดินนำอยู่ข้างหน้า ก้มหน้าเม้มปากแน่น ก่อนจะหยุดฝีเท้าลง มือใหญ่ที่กุมรอบข้อมือเล็กถึงได้เลื่อนหลุดเพราะคนข้างหน้าไม่ทันได้หยุด ตาม
“เป็น...”
“ถ้า.... ถ้าเป็น.... ตรงนี้ก่อนได้มั้ยอะ”
น้ำเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยินสวนขึ้นให้คนตั้งใจจะถามชะงัก เกือบจะไม่เข้าใจความหมายของประโยคที่ได้ยิน ถ้าไม่ใช่เพราะคนตรงหน้าแตะปลายนิ้วชี้ที่กลางหน้าผากตัวเองอยู่ ตาเรียวรีใสแจ๋วมองสบกับมินซูคล้ายไม่แน่ใจกลับแฝงความตั้งใจให้คนเห็นต้อง ใจสั่น
ปลายนิ้วแกร่งยื่นไปแตะแก้มขาว ลากไล้ไปถึงกลางหน้าผากที่นิ้วอีกคนยังแตะอยู่ กรอบหน้าคมเลื่อนไปใกล้จนบยองฮอนรู้สึกถึงลมหายใจอุ่น อะไรก็ไม่เท่าความรู้สึกร้อนผ่าวที่ลามจากลำคอขึ้นมาถึงข้างแก้มให้ต้อง เปลือกตาบางปิดลงทันควัน
ไม่รู้หรอกว่าคนมองเห็นหรือเปล่า แต่เขาหลับตาแล้ว ถือว่าไม่เห็นแล้วกัน…
เลยไม่ทันได้เห็นด้วยว่าตอนนี้มินซูกำลังทำหน้าแบบไหนอยู่ รู้แค่สัมผัสอุ่นจากมือที่แตะไปทั่วกับลมหายใจอุ่นๆ ที่รินรดอยู่ทั่วใบหน้าก็ทำให้จังหวะหัวใจเปลี่ยนไปได้ถึงไหนแล้ว ถ้าเห็นหน้าอีก อย่าหวังเลยว่าอีบยองฮอนจะเหลือแรงยืนอยู่ตรงนี้ได้
แต่เอ....
มันก็ชักจะนานไปแล้วหรือเปล่าที่เขายืนตัวแข็งทื่อรอให้คนตัวสูงกว่า ‘จูบ’ อยู่นี่ นอกจากลมหายใจที่รู้สึกได้ว่าเข้ามาใกล้ ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นเลยนี่ อ่า.... อย่างน้อยก็.... อะไรซักอย่างที่น่าจะรู้ได้ว่ามินซูจูบไปแล้วน่ะ
ไม่รู้ตัวอีกนั่น แหละว่าเผลอทำหน้าแบบไหนออกไป เลยกลายเป็นว่าตอนนี้ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอดังอยู่ใกล้ๆ แทนที่สัมผัสก่อนหน้า ตาเรียวข้างหนึ่งแอบหรี่ปรือขึ้นมองหาระยะปลอดภัยให้ตัวเอง แล้วก็ได้ลืมตาโตสองข้างอย่างไม่ทันตั้งตัว
หลับตาตั้งนานไม่จูบ มาจูบเอาอะไรอีตอนลืมตามองวะ?!
เลยได้แต่ผงะก้าวถอยหลัง ยกมือกุมหน้าผากตรงที่โดนจูบไปอัตโนมัตินั่นแหละ อย่าว่าอย่างนี้เลย แค่มือตัวเองแตะหน้าผ่านผมยังรู้ได้เลยว่าร้อนขนาดไหน แล้วอีหน้าเขาที่กำลังถูกมองตรงๆ นี่มันจะขนาดไหนล่ะเนี่ย พอทำอะไรไม่ถูก ไอ้อาการติดๆ ขัดๆ มันเลยเต็มไปหมด ต้องเสหน้ามองไปทางอื่น ไม่มองคนตรงหน้าที่จ้องอยู่ ขาสองข้างพาตัวเองเดินไม่รู้ทิศทางอีกแน่ะ
“จะเดินไปไหนล่ะนั่น บ้านเราไม่ใช่ทางนั้นนะ” ไม่ทันไรข้อมือเล็กก็โดนดึงให้เดินกลับมาเข้าที่เข้าทางจนได้ ยังดีหน่อยที่มินซูเดินนำอยู่ข้างหน้า แถมยังใจดีไม่หันกลับมามองอีกแน่ะ
“กลับบ้านได้แล้วล่ะ~” พอได้ยินเสียงทุ้มอารมณ์ดีจนรู้สึกได้ว่าคนพูดมีความสุขขนาดไหน บยองฮอนก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกดีขึ้นมา อย่างน้อยก็ดีกว่าสีหน้าที่เขาเห็นจากอีกฝ่ายบ่อยๆ ล่ะนะ
เพราะถึงจะยังไม่แน่ใจว่าเมื่อไรที่เขาจะลืม ‘เธอ’ ลง
การได้เห็นคนข้างกายมีความสุขแม้จะแค่เล็กน้อย มันก็พลอยทำให้เขาสุขไปด้วยแล้ว
ไม่ทันได้รู้ตัวว่าสิ่งที่เป็น
มันทำให้เห็นได้ชัดเจนขนาดไหน
ว่าคนที่กำลังให้ความสำคัญที่สุดตอนนี้เป็น ‘ใคร’ กันแน่
THE END
Talk’s ; ไม่มีที่มา ไม่มีที่ไป แต่จบได้เสียทีเถอะ *จุดพลุให้ตัวเอง(?)
เขียนจบแทบจะสลบเลยทีเดียวเชียวล่ะค่ะ จะเพราะเว้นระยะเขียนฟิคไปนานหรืออะไรไม่รู้
พอกลับมาเขียนอีกที รู้สึกมันยากจังเลย #ได้ข่าวว่าแค่เดือนดียว มือมันฝืด รักษายังไงก็ไม่หาย ; ^ ;
นอกเหนือไปจาก ‘IT THE SERIES’ (?) จู่ๆ ก็มีวันช็อตแปลกๆ แบบนี้โผล่มาอีกแล้ว
เริ่มต้นกับลงท้ายกลายเป็นคนละอารมณ์อย่างรุนแรงด้วยนะ ฮาาาาาาาาาา
ตอนต้นเรื่องน่ะมันอินเพลงจริงๆ นะ แต่เพราะเผลอหลับไปสองวันติดไม่ได้เขียนต่อเนื่อง ตอนท้ายเลยหลุดเลย
เพิ่งได้นั่งเปิดย้อนไปดูเอนทรีเก่าๆ เลยเห็นว่าฟิคแคปแอลโจมีคนมาอ่านเพิ่มด้วย ขอบคุณมากๆ เลยนะค๊า 8D
ดีใจที่มีคนชอบคู่นี้เหมือนกัน ฮ่าๆ ขอบคุณสำหรับการติดตามฟิคชันด้วยนะคะ
แล้วก็ถึงเรื่องนี้จะมึนจะเมาไปบ้าง, ยังไงก็ขอให้เอนจอยฟิคช่อนเหมือนเดิมนะคะ ^^
Status :: One Shot Fiction
Author :: HikarI
Fandom :: Teen Top
Pairing :: C.A.P x L.Joe
Rate :: PG-13
Theme Song :: นท The Star - อยากจะรู้ (Feat.จูเนียร์ The Star)
Author's Note :: อยากจะรู้ อยากจะรู้ อยากจะรู้....
“ยังจะรออีกเหรอ”
น้ำเสียงคุ้นเคยที่ได้ยินอยู่ข้างตัว เรียกความสนใจให้อีบยองฮอนยอมละสายตาจากท้องฟ้าตรงหน้ากลับมามองคนตัวสูงที่ ยืนอยู่ข้างกัน ท่าทางขมวดคิ้วของอีกฝ่ายทำให้คนมองหลุดหัวเราะออกมา
“ถามแบบนั้น อยากได้คำตอบแบบไหนล่ะครับ” หันหน้ากลับมองตรงไปข้างหน้า ขาสองข้างค่อยๆ ก้าวเดินพาตัวเองออกห่างจากคนตั้งคำถาม ถึงอย่างนั้นเสียงฝีเท้าสม่ำเสมอที่ได้ยินก็บอกให้รู้ว่าเขาไม่ได้เดินอยู่ คนเดียว
“อยากได้คำตอบที่รู้ว่าให้ไม่ได้” ประโยคคำตอบถูกบอกเล่าผ่านน้ำเสียงเรียบเรื่อยที่หากคนอื่นมาฟังคงรู้สึกว่า คนพูดไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น ทว่าคนฟังกลับสัมผัสได้ถึงความสั่นไหวในน้ำเสียงนั้นได้อย่างชัดเจน
ร่างโปร่งบางหยุดฝีเท้า หมุนตัวกลับมามองคนตัวสูงข้างหลังที่หยุดตามเขา ปล่อยระยะห่างระหว่างคนทั้งสองให้กว้างกว่าสองช่วงแขน มากพอที่ระดับสายตาของทั้งคู่จะมองสบตากันได้
“พี่มินซู.... ผมไม่อยากให้พี่ทำแบบนี้” นัยน์ตาเรียวรีฉายแววแน่วแน่ เหมือนอย่างทุกครั้งที่เขาเคยพูดเรื่องนี้มาก่อน
“ก็ไม่ได้ลำบากอะไรนี่” และเคยได้รับคำตอบกลับแบบนี้มาก่อนเช่นกัน
ร่างสูงสาวเท้าเข้าใกล้ ช่วงแขนกว้างยื่นออกไปแตะสัมผัสแผ่วเบาจากฝ่ามือแนบเข้ากับแก้มขาวให้เปลือก ตาบางค่อยๆ ปิดลง เอนกายเข้าหาวงแขนกว้างที่โอบรัดเขาเอาไว้ทั้งตัว ปล่อยให้ความอุ่นจากเรือนกายใครอีกคนผ่านเข้ามา
ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
ว่าความอบอุ่นที่เคยคิดว่าให้ได้แค่เพียงร่างกาย
กำลังค่อยๆ แทรกซึมผ่านเข้ามาในหัวใจ
“อยากทำให้ ก็จะทำจนกว่าจะไม่อยากได้แล้วกัน” บังมินซูพูดเสียงกลั้วหัวเราะ มือข้างหนึ่งลูบเรือนผมสีอ่อนแผ่วเบา ส่งความอ่อนโยนผ่านการกระทำให้คนในอ้อมกอดได้รับรู้ความรู้สึกในใจเหมือน อย่างที่เคยทำมาตลอด
“จะอดทนทำไปทำไม ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเลิกคิดถึงเธอได้เมื่อไร” นั่นเป็นเหตุผล ที่ทำให้บยองฮอนไม่กล้าแม้แต่จะยกสองแขนตัวเองตอบรับอ้อมกอดของอีกฝ่าย ไม่ว่าจะกี่ครั้งที่ตัวเขาตกอยู่ในอ้อมกอดนี้ก็ตาม
“ก็ไม่ต้องเลิกสิ ไม่มีใครว่าอะไรซักหน่อย” วางคางลงกลางศีรษะเล็ก แกล้งกดลงไปให้คนโดนแกล้งร้องเสียงโอด แต่ยังไม่ยอมหลบทั้งที่โดนแกล้งอยู่
“ชอบพูดเหมือนเป็นเรื่องล้อเล่น ไม่เห็นตลก” พูดเสียงอู้อี้ แกล้งเอาหัวโหม่งเข้ากับอกกว้างให้คนกอดร้องโอยออกมาบ้างอีบยองฮอนถึงเบี่ยง ตัวออกจากอ้อมแขนคนตัวสูงกว่า ยื่นหน้าออกมายิ้มใส่ได้ทั้งที่ตาเรียวยังแดงนิดๆ
“ไม่ได้บอกว่าตลก ทำอะไรแล้วมีความสุขก็ทำไปน่า” มือใหญ่ขยี้กลุ่มผมนิ่มเสียจนยุ่ง พอโดนกำปั้นเล็กสวนมาก็ถอยหลังหลบเสียให้วุ่น
ยิ่งคนตัวเล็กไม่ยอมอยู่นิ่ง วิ่งเข้าหาอย่างกับจะแก้แค้นเขาให้ได้ เด็กหนุ่มก็ระเบิดเสียงหัวเราะใส่ ฉวยเอาความได้เปรียบของช่วงขากระโดดถอยหนีไปเรื่อย จนบยองฮอนก้าวพลาด สะดุดขาตัวเองล้มหน้าทิ่มลงไปนั่นแหละ บังมินซูถึงได้เบิ่งตากว้างสาวเท้าเข้าไปทรุดตัวนั่ง โอบคว้าเอาคนตัวเล็กกว่าเข้ามาใกล้ตัว
“เล่นอะไรเนี่ย หน้าทิ่มหมด เดี๋ยวก็ได้แผลหรอก” ขมวดคิ้วใส่ว่าเสียงดุ แทนที่คนฟังจะกลัว ริมฝีปากบางกลับยกยิ้มให้เขายิ่งขมวดคิ้วหนักเข้าไปใหญ่ ไม่ทันได้รู้ตัวว่ากริยาอ่อนโยนที่แสดงออกมันขัดกับน้ำเสียงขนาดไหน
“ก็ถ้าไม่ล้ม จะยอมเข้ามาใกล้มั้ยเล่า” เด็กหนุ่มระบายยิ้มเต็มหน้าจนคนมองต้องถอนหายใจ ยอมคลายคิ้วที่ขมวดอยู่ลง ยกมือบีบปลายจมูกเล็กจนได้ยินเสียงร้องโอดโอยอีกรอบ
“หมั่นเขี้ยว พูดแบบนี้เดี๋ยวก็จูบตรงนี้เลย” เจตนาจะล้อเล่นน่ะใช่ แต่ไอ้ที่กดน้ำเสียงจริงจังจนคนฟังชะงักค้าง กะพริบตาปริบๆ มองเขาทั้งที่หน้าขาวค่อยๆ ขึ้นสีระเรื่อนั่นมันก็น่ามองไม่หยอก
“..... ล้อเล่นใช่มั้ยนั่น” ไม่มีคำตอบรับจากคนพูด ใบหน้าเล็กถึงได้มองซ้ายทีขวาทีเหมือนหาตัวช่วย ไม่รู้โชคช่วยหรือไม่ช่วย เขาถึงได้ไม่เห็นใครอยู่แถวนี้เลยสักคน เขาเลยยอมหันกลับมาสบตากับนัยน์ตาเรียวคม
“เอ่อ....” เล่นเกมจ้องตาพิสูจน์ความจริงใส่กันจนมินซูเกือบจะหลุดหัวเราะออกมา ยกมือลูบหัวคนตรงหน้าแล้วจับโยกไปมา ตั้งใจจะสารภาพความจริงให้ได้รู้ ประโยคต่อมาที่ได้ยินก็ทำเอาคนเป็นพี่เป็นฝ่ายนิ่งค้างไปเสียเอง
“....จะ...จะ...จูบตรงไหนอะ”
ให้ตายเถอะ ใครสั่งใครสอนให้มาทำแก้มแดงหลบตาแล้วพูดประโยคแบบนั้นออกมา
“ถ้าบอก จะยอมให้จูบเหรอไง” ไม่ทันได้ใช้สติหรือความคิดใดๆ กลั่นกรอง ความคิดแรกในหัวสมองก็ผลักดันให้ปากพูดออกไปแล้วเสียอย่างนั้น ผลที่ได้เลยกลายอาการชะงักค้างปรากฏให้เห็นตรงหน้า
เป็นเวลานานที่ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่อยู่ระหว่างกัน ด้วยคนถูกถามนิ่งไปคล้ายกับกำลังใช้ความคิดเหมือนไม่แน่ใจ จนที่สุดแล้วมินซูก็เป็นฝ่ายยอมแพ้ให้ความอึดอัดที่กำลังเริ่มทำหน้าที่ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพร้อมกับที่ดึงเอาคนตัวเล็กกว่าให้ยืนขึ้น
“ไม่ต้องตอบตอนนี้หรอก ไม่ได้รีบ” สองขายาวเริ่มก้าวเดินพร้อมกับฉุดข้อมือบยองฮอนให้เดินตามโดยที่ไม่ได้หัน กลับไปมองด้วยซ้ำ “มา... กลับบ้านดีกว่า เดี๋ยวไปส่ง”
เด็กหนุ่มร่าง เล็กก้าวขาเดินตามช้าๆ ทั้งที่ยังคิดอะไรอยู่ไม่หยุด เหลือบตามองแผ่นหลังกว้างคนที่เดินนำอยู่ข้างหน้า ก้มหน้าเม้มปากแน่น ก่อนจะหยุดฝีเท้าลง มือใหญ่ที่กุมรอบข้อมือเล็กถึงได้เลื่อนหลุดเพราะคนข้างหน้าไม่ทันได้หยุด ตาม
“เป็น...”
“ถ้า.... ถ้าเป็น.... ตรงนี้ก่อนได้มั้ยอะ”
น้ำเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยินสวนขึ้นให้คนตั้งใจจะถามชะงัก เกือบจะไม่เข้าใจความหมายของประโยคที่ได้ยิน ถ้าไม่ใช่เพราะคนตรงหน้าแตะปลายนิ้วชี้ที่กลางหน้าผากตัวเองอยู่ ตาเรียวรีใสแจ๋วมองสบกับมินซูคล้ายไม่แน่ใจกลับแฝงความตั้งใจให้คนเห็นต้อง ใจสั่น
ปลายนิ้วแกร่งยื่นไปแตะแก้มขาว ลากไล้ไปถึงกลางหน้าผากที่นิ้วอีกคนยังแตะอยู่ กรอบหน้าคมเลื่อนไปใกล้จนบยองฮอนรู้สึกถึงลมหายใจอุ่น อะไรก็ไม่เท่าความรู้สึกร้อนผ่าวที่ลามจากลำคอขึ้นมาถึงข้างแก้มให้ต้อง เปลือกตาบางปิดลงทันควัน
ไม่รู้หรอกว่าคนมองเห็นหรือเปล่า แต่เขาหลับตาแล้ว ถือว่าไม่เห็นแล้วกัน…
เลยไม่ทันได้เห็นด้วยว่าตอนนี้มินซูกำลังทำหน้าแบบไหนอยู่ รู้แค่สัมผัสอุ่นจากมือที่แตะไปทั่วกับลมหายใจอุ่นๆ ที่รินรดอยู่ทั่วใบหน้าก็ทำให้จังหวะหัวใจเปลี่ยนไปได้ถึงไหนแล้ว ถ้าเห็นหน้าอีก อย่าหวังเลยว่าอีบยองฮอนจะเหลือแรงยืนอยู่ตรงนี้ได้
แต่เอ....
มันก็ชักจะนานไปแล้วหรือเปล่าที่เขายืนตัวแข็งทื่อรอให้คนตัวสูงกว่า ‘จูบ’ อยู่นี่ นอกจากลมหายใจที่รู้สึกได้ว่าเข้ามาใกล้ ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นเลยนี่ อ่า.... อย่างน้อยก็.... อะไรซักอย่างที่น่าจะรู้ได้ว่ามินซูจูบไปแล้วน่ะ
ไม่รู้ตัวอีกนั่น แหละว่าเผลอทำหน้าแบบไหนออกไป เลยกลายเป็นว่าตอนนี้ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอดังอยู่ใกล้ๆ แทนที่สัมผัสก่อนหน้า ตาเรียวข้างหนึ่งแอบหรี่ปรือขึ้นมองหาระยะปลอดภัยให้ตัวเอง แล้วก็ได้ลืมตาโตสองข้างอย่างไม่ทันตั้งตัว
หลับตาตั้งนานไม่จูบ มาจูบเอาอะไรอีตอนลืมตามองวะ?!
เลยได้แต่ผงะก้าวถอยหลัง ยกมือกุมหน้าผากตรงที่โดนจูบไปอัตโนมัตินั่นแหละ อย่าว่าอย่างนี้เลย แค่มือตัวเองแตะหน้าผ่านผมยังรู้ได้เลยว่าร้อนขนาดไหน แล้วอีหน้าเขาที่กำลังถูกมองตรงๆ นี่มันจะขนาดไหนล่ะเนี่ย พอทำอะไรไม่ถูก ไอ้อาการติดๆ ขัดๆ มันเลยเต็มไปหมด ต้องเสหน้ามองไปทางอื่น ไม่มองคนตรงหน้าที่จ้องอยู่ ขาสองข้างพาตัวเองเดินไม่รู้ทิศทางอีกแน่ะ
“จะเดินไปไหนล่ะนั่น บ้านเราไม่ใช่ทางนั้นนะ” ไม่ทันไรข้อมือเล็กก็โดนดึงให้เดินกลับมาเข้าที่เข้าทางจนได้ ยังดีหน่อยที่มินซูเดินนำอยู่ข้างหน้า แถมยังใจดีไม่หันกลับมามองอีกแน่ะ
“กลับบ้านได้แล้วล่ะ~” พอได้ยินเสียงทุ้มอารมณ์ดีจนรู้สึกได้ว่าคนพูดมีความสุขขนาดไหน บยองฮอนก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกดีขึ้นมา อย่างน้อยก็ดีกว่าสีหน้าที่เขาเห็นจากอีกฝ่ายบ่อยๆ ล่ะนะ
เพราะถึงจะยังไม่แน่ใจว่าเมื่อไรที่เขาจะลืม ‘เธอ’ ลง
การได้เห็นคนข้างกายมีความสุขแม้จะแค่เล็กน้อย มันก็พลอยทำให้เขาสุขไปด้วยแล้ว
ไม่ทันได้รู้ตัวว่าสิ่งที่เป็น
มันทำให้เห็นได้ชัดเจนขนาดไหน
ว่าคนที่กำลังให้ความสำคัญที่สุดตอนนี้เป็น ‘ใคร’ กันแน่
THE END
Talk’s ; ไม่มีที่มา ไม่มีที่ไป แต่จบได้เสียทีเถอะ *จุดพลุให้ตัวเอง(?)
เขียนจบแทบจะสลบเลยทีเดียวเชียวล่ะค่ะ จะเพราะเว้นระยะเขียนฟิคไปนานหรืออะไรไม่รู้
พอกลับมาเขียนอีกที รู้สึกมันยากจังเลย #ได้ข่าวว่าแค่เดือนดียว มือมันฝืด รักษายังไงก็ไม่หาย ; ^ ;
นอกเหนือไปจาก ‘IT THE SERIES’ (?) จู่ๆ ก็มีวันช็อตแปลกๆ แบบนี้โผล่มาอีกแล้ว
เริ่มต้นกับลงท้ายกลายเป็นคนละอารมณ์อย่างรุนแรงด้วยนะ ฮาาาาาาาาาา
ตอนต้นเรื่องน่ะมันอินเพลงจริงๆ นะ แต่เพราะเผลอหลับไปสองวันติดไม่ได้เขียนต่อเนื่อง ตอนท้ายเลยหลุดเลย
เพิ่งได้นั่งเปิดย้อนไปดูเอนทรีเก่าๆ เลยเห็นว่าฟิคแคปแอลโจมีคนมาอ่านเพิ่มด้วย ขอบคุณมากๆ เลยนะค๊า 8D
ดีใจที่มีคนชอบคู่นี้เหมือนกัน ฮ่าๆ ขอบคุณสำหรับการติดตามฟิคชันด้วยนะคะ
แล้วก็ถึงเรื่องนี้จะมึนจะเมาไปบ้าง, ยังไงก็ขอให้เอนจอยฟิคช่อนเหมือนเดิมนะคะ ^^